ものづくり (Monotsukuri): ทำไมวัสดุญี่ปุ่นถึง "แพงกว่า" และทำไมคำถามนี้อาจถามผิดตั้งแต่ต้น
- 11 ส.ค.
- ยาว 1 นาที

คำถามที่ทุกคนถาม
"ทำไมกระเบื้องยี่ห้อนี้แพงกว่าอีกยี่ห้อตั้งเท่าตัว หน้าตาก็คล้ายๆ กัน"
นี่คือคำถามที่ทีมงานเราเจอแทบทุกสัปดาห์ และเป็นคำถามที่ตอบยาก ไม่ใช่เพราะไม่มีคำตอบ แต่เพราะคำตอบที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในสเปกแผ่นเดียว มันอยู่ในกระบวนการที่มองไม่เห็น หรือสิ่งที่ญี่ปุ่นเรียกว่า ものづくり (monotsukuri)
แปลตรงตัว mono (もの) แปลว่า "สิ่งของ" tsukuri (づくり) แปลว่า "การสร้าง" รวมกันแปลว่า "การทำสิ่งของ" ฟังดูธรรมดา แต่คำนี้ในภาษาญี่ปุ่นแบกความหมายหนักกว่าคำว่า "manufacturing" ในภาษาอังกฤษมาก มันหมายถึงระบบคิดทั้งชุดที่ผู้ผลิตญี่ปุ่นยึดถือ: ของทุกชิ้นที่ออกจากโรงงานต้องไม่ทำให้คนที่ซื้อไปต้องมานั่งเสียใจทีหลัง นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงเลือกวัสดุแบบนี้มาใช้ให้กับลูกค้าของเราทุกโครงการ
Monotsukuri ไม่ใช่การตลาด มันคือระบบต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในวัสดุ
เวลาพูดถึงหลายๆแบรนด์ของญี่ปุ่น คนมักคิดว่ากำลังจ่ายเงินเพื่อ "แบรนด์ญี่ปุ่น" เหมือนจ่ายเงินซื้อโลโก้ แต่ในความเป็นจริง ราคาที่สูงกว่านั้นมาจากต้นทุนที่จับต้องได้ 3 ชั้น:

ชั้นที่ 1 วัตถุดิบที่ควบคุมสเปกเข้มกว่ามาตรฐานทั่วไป ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือเหล็ก SuperDyma / ZAM ของ NSSC ที่ Hanakenzai ใช้ในงานโครงสร้าง LGS ชั้นเคลือบผิว Zn-Al-Mg ให้ความทนทานต่อการกัดกร่อนสูงกว่าเหล็กชุบสังกะสีทั่วไป (GI) หลายเท่า โดยเฉพาะที่รอยตัดขอบ (cut edge) ซึ่งเป็นจุดที่เหล็ก GI ทั่วไปเป็นสนิมก่อนที่อื่นเสมอ นี่ไม่ใช่การพูดลอยๆ นี่เป็นกลไกเคมีที่ magnesium ช่วยสร้างชั้นป้องกันตัวเองซ้ำ (self-healing barrier) ตรงรอยขีดข่วนหรือรอยตัด ซึ่งเหล็กเคลือบสังกะสีล้วนทำไม่ได้ ต้นทุนวัตถุดิบตรงนี้สูงกว่าจริง ไม่ใช่ค่าการตลาด
ชั้นที่ 2 Quality control ที่ปฏิเสธของที่ "พอใช้ได้" ระบบ QC แบบญี่ปุ่นตั้งอยู่บนหลัก 良品条件 (เงื่อนไขของสินค้าดี) ที่เข้มกว่า pass/fail ทั่วไป โรงงานจำนวนมากมีอัตราของเสีย (defect rate) ที่ต่ำกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะปรัชญาการผลิตไม่ยอมให้ของที่ "เกือบดี" หลุดออกไปถึงมือลูกค้า ต้นทุนของเสียที่คัดทิ้งเหล่านี้ถูกบวกกลับเข้าไปในราคาสินค้าที่ผ่านมาตรฐาน
ชั้นที่ 3 การออกแบบเพื่ออายุการใช้งาน ไม่ใช่เพื่อผ่านการรับประกัน วัสดุเกือบทุกตัวของญี่ปุ่น ถูกออกแบบให้คุณสมบัติกันไฟ ไม่เสื่อมสภาพตลอดอายุอาคาร ไม่ใช่แค่ตอนติดตั้งใหม่ๆ ออกแบบมาให้ทนต่อการใช้งานหนักในระยะยาว (ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของวัสดุนั้นว่าญี่ปุ่นออกแบบมาให้ใช้ตรงไหน) ไม่ใช่แค่ให้ผ่านมาตรฐานขั้นต่ำวันแรกที่ติดตั้งเสร็จ
ปัญหาคือ: คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ซื้อ "อายุการใช้งาน" แต่ซื้อ "ราคาต่อตารางเมตรวันนี้"
นี่คือจุดที่ mindset ต่างกัน ไม่ใช่เรื่องรสนิยมหรือฐานะ หรืองบประมาณ แต่เป็นเรื่อง กรอบเวลาในการตัดสินใจ
ส่วนใหญ่มักจะถามว่า "วัสดุนี้ตารางเมตรละเท่าไหร่" แต่ถ้าคิดยาวขึ้นไปอีก จะถามว่า "แผ่นนี้จะอยู่ได้กี่ปีก่อนต้องเปลี่ยน แล้วต้นทุนต่อปีของการใช้งานคือเท่าไหร่"
ลองคำนวณง่ายๆ: วัสดุ A ราคา 100 บาท/ตร.ม. อายุใช้งานจริง 8 ปีก่อนต้องซ่อมหรือเปลี่ยน วัสดุ B ราคา 180 บาท/ตร.ม. อายุใช้งานจริง 20 ปี
วัสดุ A: 100 ÷ 8 = 12.5 บาท/ตร.ม./ปี (ไม่นับค่าแรงรื้อ-ปูใหม่ ค่าขนของออก ความวุ่นวายระหว่างซ่อม)
วัสดุ B: 180 ÷ 20 = 9 บาท/ตร.ม./ปี
วัสดุที่ "แพงกว่า" เมื่อมองด้วยราคาตั้งต้น กลับ ถูกกว่า เมื่อมองด้วยต้นทุนต่อปีของการเป็นเจ้าของ (cost of ownership) นี่คือคณิตศาสตร์ล้วนๆ ไม่ใช่เรื่องอารมณ์หรือความภักดีต่อแบรนด์
ปัญหาคือธุรกิจก่อสร้างและรีโนเวทในไทยส่วนใหญ่ไม่เคยนำเสนอตัวเลขแบบนี้ให้ลูกค้าเห็น เพราะการขายด้วยราคาตั้งต้นที่ถูกกว่ามันง่ายกว่าในระยะสั้น และลูกค้าก็ไม่มีเครื่องมือคิดต่อว่าจะ "แพ้" ตรงไหนใน 10 ปีข้างหน้า
บ้านไม่ใช่เสื้อผ้าแฟชั่น มันคือโครงสร้างที่ต้องอยู่กับความเสื่อมของสภาพอากาศไทยทุกวัน
ประเทศไทยมีทั้งความชื้นสูงตลอดปี แดดจัด ฝนกรด (จากมลภาวะในเมืองใหญ่) และปลวก สภาพแวดล้อมที่โหดกับวัสดุก่อสร้างกว่าญี่ปุ่นในหลายมิติ ความชื้นเฉลี่ยของกรุงเทพฯ สูงกว่าญี่ปุ่นตลอดทั้งปี สภาพแวดล้อมไทยคือสนามทดสอบที่โหดกว่า
พูดง่ายๆ คือ วัสดุมาตรฐานญี่ปุ่นในบริบทไทยไม่ใช่ของหรูที่ "เกินความจำเป็น" แต่เป็นวัสดุที่ถูกออกแบบให้รับมือกับสภาพที่โหดกว่าที่มันถูกออกแบบมาด้วยซ้ำ
แล้วต้องคิดยาวแค่ไหนถึงจะพอ
ไม่ต้องคิดถึงระดับ "มรดกให้ลูกหลาน" ก็ได้ แค่คิดถึงระดับ รอบการซ่อมบำรุงหนึ่งรอบของบ้าน ก็พอ
บ้านที่รีโนเวทดี ควรอยู่ได้แบบไม่ต้องแตะโครงสร้างหรือวัสดุหลักอย่างน้อย 15-20 ปี ถ้าเลือกวัสดุที่ทำให้ต้องกลับมาซ่อมทุก 5-7 ปี นั่นแปลว่าใน 20 ปี ต้องผ่านการรื้อ-ซ่อม-ปูใหม่ 2-3 รอบ แต่ละรอบมีค่าแรง ค่าขนของ ความวุ่นวายในบ้าน และวันที่ใช้บ้านไม่ได้เต็มที่ ต้นทุนที่แท้จริงไม่ได้อยู่แค่ในใบเสนอราคา
สรุปสำหรับคนที่ยังไม่อยากคิดยาว
ไม่ต้องเชื่อคำว่า monotsukuri ก็ได้ ไม่ต้องเชื่อเรื่องปรัชญาการผลิตของญี่ปุ่นก็ได้ แค่ขอให้ถามคำถามใหม่ทุกครั้งที่เห็นราคา
"ถ้าหารด้วยจำนวนปีที่ใช้งานได้จริง อันไหนถูกกว่ากันแน่"
แค่เปลี่ยนคำถามนี้คำถามเดียว วัสดุที่ "แพง" หลายตัวจะกลายเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดในกระดาษ ไม่ใช่เพราะมันคือของญี่ปุ่น แต่เพราะมันคือคณิตศาสตร์ของการเป็นเจ้าของบ้านในระยะยาวครับ




ความคิดเห็น