間 (Ma) ช่องว่างที่ไม่ว่างเปล่า: รากฐานการออกแบบที่ Hanakenzai เลือกใช้
ทำไมไม่ใช่แค่ "พื้นที่ว่าง"
คนไทยมักแปล 間 (ma) ว่า "ช่องว่าง" แล้วจบแค่นั้น ซึ่งเป็นการแปลที่ตื้นเกินไปและนำไปใช้ผิดทาง
間 ไม่ใช่ negative space แบบที่นักออกแบบตะวันตกพูดถึงใน minimalism ไม่ใช่แค่ "เอาเฟอร์นิเจอร์ออกให้เหลือน้อย" ตัวอักษร 間 ประกอบจาก 門 (ประตู) กับ 日 (แสงอาทิตย์) ความหมายดั้งเดิมคือ แสงที่ลอดผ่านช่องประตู คือช่วงเวลา-พื้นที่ที่เกิดขึ้น "ระหว่าง" สองสิ่ง ไม่ใช่การไม่มีอะไรเลย
ในดนตรีญี่ปุ่นดั้งเดิม ma คือจังหวะเงียบระหว่างโน้ต ซึ่งนักดนตรีถือว่าสำคัญพอๆ กับตัวโน้ตเอง ในสถาปัตยกรรม ma คือช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างพื้นที่ ระหว่างคนสองคน ระหว่างในบ้านกับนอกบ้าน — เป็นตัวกำหนดจังหวะของการอยู่อาศัย ไม่ใช่แค่ตัวเลขตารางเมตรที่เหลือจากการจัดวางเฟอร์นิเจอร์
ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะถ้า Hanakenzai จะใช้คำว่า ma ในงานออกแบบ ต้องใช้ให้ถูกความหมาย ไม่ใช่แปะเป็นคำหรูให้กับห้องที่แค่ "มีของน้อย"
Ma ในระบบก่อสร้างญี่ปุ่นจริงๆ ไม่ใช่แค่ปรัชญา
ma ไม่ใช่แนวคิดลอยๆ — มันฝังอยู่ในระบบ module การก่อสร้างญี่ปุ่นโดยตรง
ระบบ shaku-ken (910mm grid) ที่ใช้กำหนดระยะเสา ขนาดเสื่อทาทามิ ขนาดบานเลื่อน ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อความสวยงามอย่างเดียว แต่เพื่อสร้าง "จังหวะ" ที่คาดเดาได้ทั่วทั้งบ้าน คนเดินจากห้องหนึ่งไปอีกห้องหนึ่งแล้วรู้สึกถึงความต่อเนื่องของสัดส่วน — นี่คือ ma ที่จับต้องได้ ไม่ใช่นามธรรม

ฟุสึมะ (襖) และโชจิ (障子) คือกลไกสร้าง ma ที่ตรงไปตรงมาที่สุด: บานเลื่อนที่เปิดแล้วสองห้องกลายเป็นหนึ่ง ปิดแล้วแยกกัน พื้นที่ไม่ได้ถูกกำหนดตายตัวด้วยผนังคอนกรีต แต่ถูก "เจรจา" ตามการใช้งานจริงของครอบครัวในแต่ละวัน นี่คือหลักการที่งานปรับปรุงบ้านไทยเกือบทั้งหมดมองข้าม เพราะเราคุ้นเคยกับผนังก่ออิฐถาวรที่ตัดขาดพื้นที่แบบเบ็ดเสร็จ

เอ็นงาวะ (縁側) ระเบียงไม้แคบๆ ที่คั่นระหว่างบ้านกับสวน คือ ma ในระดับสถาปัตยกรรม ไม่ใช่ห้อง ไม่ใช่ภายนอก แต่เป็นพื้นที่กันชนที่ทำให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัวจากในสู่นอก
เชื่อมกับ 陰翳礼讃 (In Praise of Shadows) ของ Tanizaki จริงๆ แล้วพูดเรื่อง ma ในอีกมิติหนึ่ง คือ ma ทางแสงและเงา ทานิซากิวิจารณ์สถาปัตยกรรมตะวันตกที่พยายามส่องสว่างทุกมุมให้เท่ากันหมด แล้วชี้ให้เห็นว่าความงามแบบญี่ปุ่นเกิดจาก ช่วงเวลาที่แสงยังมาไม่ถึงเงาเต็มที่ บริเวณกึ่งมืดกึ่งสว่างใต้ชายคา ในห้องที่ใช้กระดาษโชจิกรองแสง

นี่คือ ma แบบเดียวกับ ma ทางพื้นที่ เพียงแต่เกิดในมิติของแสง คือ "ช่วงระหว่าง" ที่ไม่ใช่สว่างจ้าหรือมืดสนิท
จุดที่ Hanakenzai เอาไปใช้ได้จริง
1. ma กับ Universal Design ไม่ใช่เรื่องขัดกัน เป็นเรื่องเดียวกัน งาน Universal Design สำหรับผู้สูงอายุที่ทำกันทั่วไปในไทยมักตกม้าตายที่ "อัดฟังก์ชันเต็มพื้นที่" ราวจับทุกจุด ทางลาดทุกที่ พื้นกันลื่นเต็มบ้าน จนบ้านดูเหมือนสถานพยาบาลมากกว่าที่อยู่อาศัย
หลักการ ma บอกว่า สิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการไม่ใช่แค่ "ความปลอดภัยทุกตารางนิ้ว" แต่คือ จังหวะการเปลี่ยนผ่าน ที่ร่างกายและสายตาปรับตัวทัน ทางเดินที่มีจุดพักสายตา (ไม่ใช่ทางตรงยาวไม่มีจุดหยุด) ระยะเปลี่ยนระดับพื้นที่ค่อยเป็นค่อยไปแทนขั้นบันไดชัน พื้นที่เปลี่ยนผ่านระหว่างห้องนอนกับห้องน้ำที่มีแสงนุ่มคั่นกลางแทนการเปิดประตูเจอไฟจ้าทันที
2. วัสดุที่รองรับ ma ต้องเลือกให้ถูก เรามีไลน์ผลิตภัณฑ์ไม้และวัสดุปูพื้นที่ให้พื้นผิวสัมผัสอ่อนละมุน ดูดซับเสียงสะท้อน คุณสมบัตินี้สำคัญกับ ma เพราะพื้นที่ที่มี ma คือพื้นที่ที่เงียบพอให้คนรู้สึกถึงจังหวะการเปลี่ยนผ่าน ถ้าใช้วัสดุแข็งสะท้อนเสียงทั่วบ้าน (กระเบื้องเซรามิกมันวาวเต็มพื้นที่ ผนังฉาบเรียบไม่มีพื้นผิว) เสียงจะก้องจนไม่มีทางสร้างความรู้สึกสงบแบบ ma ได้เลย
3. โครงสร้างเบา เปิดโอกาสสร้าง ma ได้มากกว่าโครงสร้างก่ออิฐ งานก่อสร้างด้วยระบบ ZAM-coated steel ที่ Hanakenzai ใช้ มีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่เชื่อมกับ ma ได้ตรงจุด ผนังเบาที่ปรับตำแหน่งได้ง่ายกว่าผนังก่ออิฐ เปิดโอกาสให้ออกแบบผนังเลื่อน (คล้ายฟุสึมะสมัยใหม่) แทนผนังทึบถาวร ทำให้พื้นที่ปรับเปลี่ยนตามช่วงชีวิตของครอบครัวได้จริง เด็กโตขึ้น ห้องนอนรวมแยกเป็นห้องเดี่ยวได้โดยไม่ต้องทุบสร้างใหม่
ตรงนี้คือจุดที่ Hanakenzai พูดได้เต็มปากว่า "ระบบก่อสร้างของเราไม่ได้แค่เร็วกว่า แต่เปิดโอกาสให้บ้านมี ma ที่ปรับเปลี่ยนได้ตลอดอายุการใช้งาน" เป็นการเชื่อมจุดขายทางวิศวกรรม (โครงสร้างเบา ปรับผังง่าย) เข้ากับปรัชญาการออกแบบแบบมีเหตุมีผล





ความคิดเห็น